บทที่ 4 เสียเงินอย่าให้เสียหน้า
เสียเงินอย่าให้เสียหน้า
อัครินทร์มองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปสบกับเด็กหญิง ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่มีคำขอร้อง ไม่มีเสียงโวยวาย มีเพียงแววตาของเด็กอายุสิบสองปีที่กำลังแตกสลาย...
“อย่าเอาพ่อหนูไปเลยนะคะ... หนูมีพ่อแค่คนเดียว”
เขานิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนถอนหายใจแผ่วเบา แม่งมีพ่อแค่คนเดียว แต่พ่อ ใจทรามจะพาเธอไปขายซ่อง อัครินทร์คิดอย่างแค้นใจแทนเด็กหญิงตรงหน้า...
“...มุกดาใช่ไหม”
เด็กหญิงรีบพยักหน้าทั้งน้ำตา “ค่ะ... หนูชื่อมุกดา..."
อัครินทร์หันไปหามงคล “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เด็กคนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับแกอีก แล้วถ้าเห็นแกเข้ามาวุ่นวายหรือยุ่มย่าม จำไว้ว่านะ นายจะไม่มีขาไว้เดินไปไหนต่อไหนได้อีก”
มงคลไม่เกรงกลัวคำขู่ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ยินคำอื่นใด นอกจากยิ้มรับกับการตัดสินใจของชายหนุ่มตรงหน้า
“ขอบคุณครับ! ผมจะจำไว้ขึ้นใจเลยครับ"
แต่อัครินทร์ยังพูดต่อ “ฉันไม่ได้ซื้อเธอ และไม่ได้รับเธอมาเป็นเด็กรับใช้ แต่จะรับเธอไว้ในฐานะเด็กในปกครอง"
มงคลรีบพยักหน้ารัว “ได้ครับ! แบบไหนก็ได้แล้วแต่คุณอัคเลยครับ"
อัครินทร์หันไปหาบอดี้การ์ด “จัดการทำสัญญาให้เรียบร้อย” พูดจบตัวเองก็เดินหนีออกไปโดยไม่หันกลับไปมองภาพหดหู่นั่นอีก...
ป้าสายที่ยืนมองชายหนุ่มด้วยความปลื้มปริ่มพูดทำลายความเงียบ...
“คุณอัค ป้าเตรียมของชอบคุณอัคไว้หลายอย่างเลยค่ะ”
ซึ่งคำพูดของป้าสายทำให้อัครินทร์หลุดจากภวังค์...
เสียงป้าสายทำให้อัครินทร์หลุดจากภวังค์
“ครับ...”
“ให้ตั้งโต๊ะเลยไหมคะ...”
“อ้อ ครับ”
เมื่อได้คำตอบป้าสายก็กุลีกุจอเดินกลับไปยังห้องครัว อีกครั้งในขณะที่ร่างสูงยังยืนอยู่ที่เดิม...
อัครินทร์ช้อนตามองไปยังหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง เท้าหนาเหมือนจะก้าวเข้าไปหา แต่กลับชะลอไว้
“...คุณอัค”
เสียงหวานที่หลุดจากริมฝีปากของหญิงสาวแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก ทั้งดีใจ ตื่นเต้น และประหม่าในเวลาเดียวกัน
อัครินทร์เองยังคงยืนนิ่ง ดึงเท้ากลับที่เดิม มองหญิงสาวตรงหน้าเหมือนอยากให้แน่ใจว่าใช่คนคนเดียวกัน..
จากเด็กหญิงตัวเล็กที่ร้องไห้เกาะชายเสื้อพ่อของตัวเองในวันนั้น วันนี้กลับเติบโตเป็นหญิงสาวงดงามจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เอ่ยคำใดต่อกัน เสียงกระแอมไอเบา ๆ ก็ดังแทรกขึ้น
“อะ แฮ่ม...”
เป็นเสียงของคุณหญิงดารินทร์ก้าวเข้ามาพร้อมสีหน้าเรียบตึง สายตาคมของหญิงวัยห้าสิบกว่าปีทอดมองลูกชาย ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่มุกดา
“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้...”
หญิงสาวสะดุ้ง รีบก้มหน้าลงทันที “หนู...กำลังเช็ดแจกันค่ะ”
“เช็ดเสร็จแล้วก็ไปช่วยงานในครัวซิ” น้ำเสียงนุ่มแหลม แฝงแรงกดดันจนคนฟังไม่กล้าเงยหน้า
“ค่ะ คุณผู้หญิง”
มุกดารีบรับคำ กำลังจะก้าวออกไป แต่คุณหญิงกลับเหลือบเห็นสายตาที่ลูกชายยังมองตามหญิงสาวไม่วางตา ความไม่พอใจพลันลุกอือ
“เห็นผู้ชายหน่อยก็เอาแต่ยืนมอง ...เรียนหนังสือมาตั้งหลายปี กิริยามารยาทกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย"
มุกดาชะงัก มือบางกำชายกระโปรงนักศึกษาแน่น คุณหญิงยังไม่หยุด
“จำฐานะของตัวเองไว้ อย่าลืมว่าเธอเข้ามาอยู่บ้านนี้เพราะอะไร อย่าคิดใฝ่สูง”
เพียงสี่คำสุดท้าย ก็ทำให้ดวงตาคู่สวยแดงก่ำ
“ค่ะ...”
หญิงสาวตอบรับเบา ๆ ก่อนรีบเดินออกไป โดยไม่กล้าหันกลับมามองเขาอีก
อัครินทร์มองตามแผ่นหลังบางนั้น กรามแกร่งขบเข้าหากันเล็กน้อย เขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของมารดา แต่ในฐานะลูก เขาไม่อยากให้วันแรกที่กลับบ้านต้องจบลงด้วยการโต้เถียง
ชายหนุ่มจึงเก็บทุกความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนหันไปประคองไหล่ของผู้เป็นแม่
“ช่างเถอะครับ...” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “ผมหิวข้าวแล้ว เราไปทานข้าวกันดีกว่า”
คุณหญิงดารินทร์ยิ้มออกมาทันที “แม่ให้ป้าสายทำแต่เมนูของโปรดลูกทั้งนั้นเลย”
“ขอบคุณครับ”
อัครินทร์พยักหน้ารับ พลางเดินเคียงข้างมารดาไปยังห้องอาหาร แต่ก่อนจะพ้นโถงใหญ่ เขาอดหันกลับไปมองไม่ได้
ตรงมุมเดิม เหลือเพียงแจกัน...
